สำนักข่าวสารมอญ
รายงานความเคลื่อนไหววัฒนธรรม
สังคม และการเมือง
ของกลุ่มคนมอญในเมืองไทยและต่างแดน
เอกรินทร์
พึ่งประชา
หากใครไม่ได้เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ
และไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมไทยรามัญหรือสมาชิกชมรมเยาวชนมอญ น้อยคนนักที่จะรู้จัก ข่าวสารมอญ แต่หากใครมีโอกาสได้อ่านข่าวสารฉบับดังกล่าวจะพบว่ามีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย
อย่างฉบับที่ตีพิมพ์ช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน 2546 นั้นนำเสนอเรื่องการรื้อสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งของพระมอญในอำเภอสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี เพราะถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม หรือการรายงานข่าวงานฉลองวันชาติมอญที่จัดขึ้นที่วัดนครชุมน์
อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในปีที่ผ่านมา
และการนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของประธานพรรคมอญใหม่ รวมถึงบทความสั้น ๆ
เกี่ยวกับประเพณีโอะห์ต่านและข้อคิดจากจารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย เป็นต้น
ข่าวสารและบทความต่าง ๆ
ในข่าวสารมอญทั้งหมดจัดทำโดยสำนักข่าวสารมอญกรุงเทพฯ เป็นข่าวสารฉบับย่อม ๆ
รายสองเดือนที่มีเนื้อหารายงานความเคลื่อนไหวและนำเสนอบทความด้านประเพณี วัฒนธรรม
สังคม และการเมืองของกลุ่มคนมอญทั้งในเมืองไทยและมอญในต่างแดน โดยมี พิสัณห์
ปลัดสิงห์ ชายวัยพ้น 60 เป็นบรรณาธิการสำนักข่าวดังกล่าว

พิสัณห์ อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูนักสำหรับคนรุ่นใหม่
หากแต่ใครที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
และติดตามงานภาพยนตร์ไทยมาตลอด เชื่อได้ว่าต้องได้ยินชื่อเขาอย่างแน่นอน
เพราะเขาเป็น ตากล้อง มือหนึ่งอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงที่ถ่ายทำภาพยนตร์มานับร้อย
ๆ เรื่อง
เมื่อย้อนปูมชีวิตของบรรณาธิการผู้นี้จะพบว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
กล่าวคือ เขาเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ บ้านเกิดอยู่ริมฝั่งน้ำแม่กลอง อำเภอโพธาราม
จังหวัดราชบุรี วัยเด็กร่ำเรียนที่โรงเรียนวัดขนอนได้เพียงชั้นประถม 3 จึงย้ายมาเรียนอัสสัมชัญบางรัก กรุงเทพฯ จนจบมัธยมต้น
ก่อนมาศึกษาต่ออัสสัมชัญพาณิช แต่สอบตก จึงเบนเข็มไปเป็นนักเรียนนายสิบ
รับใช้ชาติช่วงสั้น ๆ ก่อนผันตัวเองมาเป็นพนักงานจองตั๋วสายการบินของบริษัท World Travel Services แล้วจึงจึงลาออกมาเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี
เป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียงแต่เบื้องหลังดำเนินกิจการขายสินค้าส่งให้หน่วยซีไอเอของประเทศลาว
หลังจากนั้นจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพเพราะสนใจและศึกษาการถ่ายภาพด้วยตนเองมาเป็นเวลานาน
จึงสมัครเข้าทำงานที่บริษัท Lever and Advertising Services ในยุคการบริหารงานของ
ม.ร.ว.วิภากร
รพีพัฒน์ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน
ถ่ายภาพยนตร์โฆษณาสร้างชื่อมากมาย เช่น
โฆษณายาคูลล์ที่มีนางแบบเป็นหญิงสารปั่นจักรยาน เป็นต้น
จนล่วงเข้าสู่วัย 30 ต้น
ๆ ชะตาชีวิตของพิสัณห์ก็ได้ผกผันครั้งใหญ่ เมื่อเขามีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา
ทำให้เขาได้ศึกษาเพิ่มเติมด้านการถ่ายภาพยนตร์และภาพนิ่งที่ New York
Institute of Photography ก่อนสมัครเข้าทำงานเป็นช่างภาพที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในเมืองนิวเจอร์ซี่
ถ่ายทำรายการภาคภาษาโปรตุเกส จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 จึงกลับมาเมืองไทย พร้อมได้รับการชักชวนจาก สุรพล โทณวณิก
ให้เป็นช่างภาพถ่ายละครโทรทัศน์ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ เปี๊ยก โปสเตอร์
ในวงการจอเงิน หลังจากนั้น
ชีวิตของเขาก็โลดแล่นอยู่หลังเลนส์ในวงการบันเทิงเรื่อยมา
พิสัณห์เล่าว่า
เขาถ่ายทำภาพยนตร์มากมายนับร้อยเรื่อง จำชื่อแทบไม่หมด
แต่ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดก็คือ ข้าวนอกนา และ เปรียว
จึงเห็นได้ว่า ทั้งชีวิตการเป็นทหาร พนักงานบริษัท และช่างภาพ
ที่พิสัณห์มีโอกาสเข้าไปสัมผัสนั้นดูจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ มอญ แต่ประการใด แต่เหตุผลกลใดทำให้เขาต้องรับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวสารมอญ
ดังที่เกริ่นไว้เบื้องต้น
ประเด็นดังกล่าว
พิสัณห์เผยว่า ผมอยู่ในวงการภาพยนตร์มา 20 กว่าปี เมื่อตอนอายุ 40
ต้น ๆ ผมเริ่มสานความสัมพันธ์กับกลุ่มคนมอญในพม่า คือ
เพื่อนบ้านผมที่คลองมอญ ย่านบางเสาธง ซึ่งเป็นที่อยู่ผมปัจจุบัน
เขาเป็นคนไทยเชื้อสายมอญมีที่และทำไร่อยู่แถวด่านเจดีย์สามองค์ที่เมืองกาญจน์
ได้ชวน นายเสว จิน ประธานพรรคมอญใหม่มาเที่ยวที่บ้านของเขา
เพื่อนผมคนนี้ก็เลยชวนผมไปคุยด้วย คุยไปคุยมา นายเสว จิน
ก็เชิญผมไปเที่ยวงานวันชาติมอญซึ่งจัดประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
หลังจากนั้น ผมก็เริ่มติดต่อกับกลุ่มคนมอญในพม่าเรื่อยมา หากถามว่า
ก่อนหน้านี้ผมสนใจเรื่องมอญไหม ผมบอกได้ว่า
ผมสนใจมาตั้งแต่เด็กแต่ในลักษณะการไปวัดมอญเพื่อทำบุญตามประเพณีของมอญ
เพราะจิตสำนึกของผมได้บอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ
ผมมาลงลึกรายละเอียดของความเป็นมอญก็หลังจากได้พบกับประธานพรรคมอญใหม่คนนี้
อย่างปีแรกที่เดินทางเข้าไปร่วมงานวันชาติมอญผมก็ไม่ได้ไปเปล่า
เขาบอกว่าจะมีการเฉลิมฉลองวันชาติ ผมก็เอาเครื่องฉายหนังไปช่วย เป็นจอใหญ่
ผมจึงเป็นคนแรกที่เอาหนังจอใหญ่ไปฉายที่เจดีย์สามองค์ เพราะสมัยก่อนถนนไปเจดีย์สามองค์ลำบากมากไม่มีใครเขาอยากเข้าไปหรอก
คุณคิดดูแล้วกัน ขับรถเข้าไปพอกลับออกมารถก็พังแล้วกัน เขาเล่าพลางหัวเราะกับประสบการณ์ชีวิตเมื่อ
20 ปีกว่าก่อน
พิสัณห์ยังเล่าว่า
หลังจากนั้นเขาก็ไปมาหาสู่กับกลุ่มคนมอญในพม่ามาตลอด จนในที่สุดเขาเป็นที่จับตาของฝ่ายทางการไทย
ฝ่ายบ้านเมืองก็จ้องมองผมแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ผมไปถ่ายทำหนังที่จังหวัดมหาสารคาม ตำรวจเข้ามาบอกผมว่า พี่ ๆ
เอาอาก้ารุ่นล่าสุดไหม กระบอกละสองพัน ผมแกล้งถามกลับว่า มีเท่าไหร่
ตำรวจก็ตอบว่ามีเป็นร้อย ๆ เลย ผมก็เลยคิดว่า เหตุที่ตำรวจมาเสนอขายอาวุธให้ผมเช่นนี้ก็เพราะเขาคงรู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับกลุ่มมอญคงจะต้องใช้อาวุธไปต่อสู้
สมมุติมีคนมาถามผมว่า ระหว่างไทยกับมอญจะเลือกกลุ่มไหน ผมบอกเลยว่า
ผมจะเลือกเอาไทยก่อน เพราะผมเกิดเมืองไทย นับถือพระเจ้าอยู่หัว
และผมก็รักเมืองไทยมากกว่าคนบางคนเสียอีก เพราะอะไรรู้ไหม ผมเคยสาบานธง
ผมเป็นทหารเคยสาบานต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ผมต้องยึดมั่นตรงจุดนี้ด้วย
ถ้าผมไม่ยึดมั่น ผมก็ไม่เจริญ เพราะฉะนั้นระหว่างไทยกับมอญ ผมต้องเลือกไทยก่อน
แต่เมื่อเรื่องของคนมอญนั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสาร อดอยาก ไร้ที่อยู่ ผมคิดว่าถ้าผมช่วยอะไรได้บ้างผมก็จะช่วย
การไปมาหาสู่ช่วยเหลือจึงเกิดขึ้นตลอดมา
จนกระทั่ง พิสัณห์ตัดสินใจลาจากวงการภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ
สำนักข่าวสารมอญจึงค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ผมออกจากวงการภาพยนตร์เมื่ออายุ
55 ก็เริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องมอญอย่างจริงจัง
ตอนแรกยังไม่ได้เป็นข่าวสารมอญ คือหลังจากที่ผมเดินทางไปชุมชนมอญต่าง ๆ
เมื่อกลับมาก็จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคนมอญในท้องถิ่นนั้น ๆ
แล้วพิมพ์โรเนียวแจกกลุ่มคนไทยเชื้อสายมอญในท้องที่ต่าง ๆ ที่ผมรู้จัก
หรือไม่ส่งไปสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อตีพิมพ์เป็นบทความ
ส่วนข่าวสารมอญเริ่มจริง
ๆ
เมื่อตอนค่ายที่พักฮะลอกกานีของกลุ่มมอญในพม่าด้านเจดีย์สามองค์ถูกผลักดันเมื่อเกือบ
10 ปีก่อน ช่วงนั้นทหารฝ่ายพม่าบุกเข้ามายังกลุ่มมอญ
ทำให้กลุ่มมอญต้องอพยพหนี้เข้าเขตไทย ทางฝ่ายไทยก็ผลักดันไม่ให้เข้า
ผมจึงเขียนบทความนำเสนอรายงานความเคลื่อนไหวพร้อมวิเคาะห์เหตุการณ์ดังกล่าวให้คนมอญด้วยกันได้รับรู้
พิสัณห์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดสำนักข่าวสารมอญ
พิสัณห์เล่าเสริมว่า
จุดประสงค์หลักของสำนักข่าวสารมอญจึงมุ่งเน้นเผยแพร่ข่าวสารมอญ
ความเป็นไปของคนมอญทั้งในไทย พม่า และประเทศต่าง ๆ
ให้กลุ่มคนมอญได้รับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึงกันโดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองและสังคม
จริงอยู่ แม้เมืองไทยมีหน่วยงานที่ทำเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนมอญอยู่ 2
องค์กร คือ สมาคมไทยรามัญที่เน้นเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี
และชมรมเยาวชนมอญที่มีจุดประสงค์หลักก่อตั้งเพื่อให้คนไทยเชื้อสายมอญในท้องถิ่นต่าง
ๆ ได้รู้จักกันและร่วมมือกับประกอบกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม
แต่ที่เราตั้งสำนักข่าวสารมอญขึ้นอีกก็เพื่อเสริมและเน้นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้เผยแพร่เฉพาะเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมมอญ
หากแต่ยังรายงานความเคลื่อนไหวประเด็นการเมือง และสังคมของคนมอญในท้องที่ต่าง ๆ
ตีพิมพ์เผยแพร่ในกลุ่มสมาชิก
ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในชมรมเยาวชนมอญและสมาชิกไทยรามัญ
หลังจากเหตุการณ์ที่ฮะลอกกานี
ผมจึงใช้ชื่อข่าวสารมอญเรื่อยมา โดยคณะทำงานจะมีผมรับผิดชอบในส่วนของเนื้อหา
แหล่งข้อมูลได้มาจากประสบการณ์ชีวิตของผม จะไม่นั่งเทียนเขียน
แม้กระทั่งเรื่องการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์มอญ ผมก็จะค้นคว้าจากหนังสือมากมาย
แต่ถ้าสมัยก่อนจะมีเพื่อนคู่ใจผมคนหนึ่ง ชื่อ ประเสริฐ หลวงทิพย์ ตอนนี้ตายไปแล้ว
แกชำนาญด้านประวัติศาสตร์มอญมาก เคยบวชเรียนเป็นพระและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศพม่าระยะหนึ่ง
ทำให้รู้จักพระมอญหลายรูป
แกก็มาเล่าเรื่องราวให้ผมฟังและเขียนโจมตีกลุ่มพม่าในสำนักข่าวสารมอญ
จนทางพม่าเขาไม่ให้ผมเข้าประเทศแล้ว
แต่เดี๋ยวนี้หากเป็นเรื่องประวัติศาสตร์และภาษามอญ
ผมก็จะมีนักเขียนซึ่งเป็นไทยคนเชื้อสายมอญอีกหลายท่านช่วยร่วมกันเขียน เช่น
พระมหาช่วงวัดอาวุธก็จะเขียนเรื่องภาษา ประเพณีและวัฒนธรรมมอญ
ส่วนการจัดหน้า
จัดพิมพ์ และจัดจำหน่าย พิสัณห์เล่าว่า เป็นหน้าที่ของ จำเนียร ศรีดาวเดือน
ซึ่งเป็นคนไทยเชื่อสายมอญและเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกับเขา
เพื่อนผมอีกคนหนึ่งคือพี่จำเนียรเป็นเจ้าของโรงพิมพ์
และทีมงานในโรงพิมพ์ของเขาก็พร้อมใจที่จะช่วย
โดยทีมงานทั้งหมดจะเป็นคนไทยเชื้อสายมอญที่มีอุดมการณ์และแนวคิดใกล้เคียงกัน
โดยพวกเราประชุมปรึกษาหารือกันประจำครับ คือ ถ้าเป็นการประชุมทั่ว ๆ
ไปจะต้องมีโต๊ะประชุมที่อยู่สำนักพิมพ์ และมีกองบรรณาธิการนั่งประจำ
แต่การประชุมของสำนักข่าวสารมอญไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจะพูดคุยผ่านโทรศัพท์
เขียนต้นฉบับเสร็จก็บันทึกลงแผ่นดิสต์ส่งไปรษณีย์อีเอ็มเอส. ไปที่โรงพิมพ์
ฝ่ายโรงพิมพ์ก็จะจัดหน้าแล้วส่งแฟกซ์มาให้ผมตรวจ ผมก็จะปรู๊ฟจนเรียบร้อยแล้วส่งกลับ
การทำงานของพวกเราจึงเป็นการรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ
แล้วก็ไม่ได้ขออนุญาตจากทางการด้วย
เกือบทศวรรษที่สำนักข่าวสารมอญเปิดตัวมา
ข่าวสารที่นำเสนอเป็นไปตามจุดประสงค์หลักที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่
บรรณาธิการสำนักข่าวสารมอญผู้นี้ได้เผยว่า
ผมว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะถ้าคนไทยเชื้อสายมอญไม่มีข่าวสารมอญ
เรื่องราวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคนมอญก็จะมืดมิดไปเลย
แต่ก่อนนี้มีหลายคนทำอย่างจำลอง (ดร. จำลอง
ทองดี) และกิตติ (กิตติ วรคุณ) ทำออกมาเพียงเล่มสองเล่มแล้วก็จะหาย ส่วนสำนักข่าวสารของเราจะเสนอเรื่องราวยืนพื้นมาเกือบ
10 ปีแล้ว
ผลตอบแทนแทบจะไม่ได้อะไร
ขาดทุนเสียมากกว่า เราทำงานกันด้วยใจ พูดง่าย ๆ
เพื่อนผมเจ้าของโรงพิมพ์เขายอมขาดทุน พิมพ์ครั้งละ 3,000 ฉบับ
สมาชิก 1,000 กว่าราย กระจายไปทั่วทั้ง เช่น จังหวัดลพบุรี
ลำพูน ชุมพร สุราษฎร์ฯ กรุงเทพฯ และรอบ ๆ กรุงเทพฯ อย่างสมุทรสาคร สมุทปราการ
สมุทรสงคราม ปทุมธานี นนทบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี
สมาชิกทีให้สตางค์จริง ๆ มีน้อยราย บางครั้งเจอหน้าผมยังบอกว่า เอ้า
อย่างไม่ได้ให้สตางค์เลย
แต่จะให้หรือไม่ให้ถ้าเป็นสมาชิกของสำนักข่าวสารมอญ เราก็จะส่งข่าวสารให้
พิสัณห์ยังเล่าว่า
มีสมาชิกเขียนจดหมายมาถึงสำนักข่าวสารมอญมากมาย มีทั้งให้กำลังใจในการทำงาน
แนะนำข้อมูลในการเขียนเรื่องราว แม้กระทั่งอบรมสั่งสอนเขาก็ยังมี
ในขณะที่บางรายจะโทรศัพท์สายตรงเพื่อขอพูดคุยกับบรรณาธิการ
มีคนโทรฯ
มาบอกว่า ทำไปเถอะ ดีมากเลย ผมเองตั้งใจว่าจะทำเรื่องมอญไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ผมไม่มีอะไรตอบแทนบุญคุณบรรพบุรุษ
ผมก็ได้แต่ขุดคุ้ยความรู้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ แค่นี้ก็ถือว่าผมได้ทำบุญแล้ว
เพียงแต่ไม่ได้ทำบุญที่วัด หากเปลี่ยนมาเป็นการทำบุญกับชนชาติที่ไม่มีแผ่นดิน โดยเฉพาะกลุ่มคนมอญที่อยู่ตามชายแดนและถูกมองว่ากระจอกงอกง่อย
ผมจึงคิดว่าการนำเสนอเรื่องราวของเขาตรงนี้นั้นได้บุญมาก ผมจึงขอปวารณาว่า
ชีวิตนี้จะทำเรื่องมอญให้ถึงที่สุดเลย พิสัณห์กล่าวทิ้งทายด้วยเสียงสั่นเครือในขณะที่เบ้าตาเริ่มแดงกล่ำ
สมัครสมาชิกข่าวสารมอญ

ผู้อ่านท่านใดแม้จะไม่ได้มีเชื้อสายมอญ
หากแต่สนใจในเรื่องประเพณี วัฒนธรรม
และความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของกลุ่มคนท้องในท้องถิ่นต่าง ๆ
สามารถสมัครสมาชิก ข่าวสารมอญ ได้เช่นกัน ในอัตราค่าสมาชิก 1 ปี 6 ฉบับ เป็นเงิน 200 บาท
สั่งจ่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์จตุจักร ในนาม จำเนียร ศรีดาวเดือน เลขที่ 480-482
ถนนลาดพร้าว (ระหว่างซอย 28-30) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดที่
พิสัณห์ ปลัดสิงห์ สำนักข่าวสารมอญกรุงเทพฯ โทร. 0-2410-7844
พิสัณห์ ปลัดสิงห์
ปลัดสิงห์ นามสกุลนี้มีที่มา
นอกเหนือจากความเป็นมาสำนักข่าวสารมอญที่สัมพันธ์แนบแน่นกับชีวิตของ
พิสัณห์ ปลัดสิงห์ แล้ว
หากแต่ความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญที่มีอยู่ในสายเลือดเขาก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยเฉพาะในฐานะลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากพระสมิงสิงหบุรินทร์ แห่งเจ้าเมืองสิงห์
ต้นตระกูลฝ่ายพ่อผมสืบเชื้อสายมาจากพระสมิงฯ เจ้าเมืองสิงห์
ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าเมืองรามัญ 7 เมือง พิสัณห์ถ่ายทอดปูมเรื่องราวของบรรพบุรุษที่เขาได้รับฟังจากคนรุ่นปู่ย่าตาทวด
รามัญ 7 เมือง ที่ว่านี้คือคนมอญกลุ่มไหน
อพยพมาเมื่อใดและด้วยเหตุผลใด รวมทั้งตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ
แห่งหนใดของเมืองกาญจน์นั้นสามารถศึกษารายละเอียดจากบทความ เมืองด่านตะวันตก
: รามัญ 7 เมือง โดย วราวุธ สุวรรณฤทธิ์ (ศิลปวัฒนธรรม 11, 6,
เมษายน 2533:68-88.) แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะเมืองสิงห์ซึ่งตรงกับเรื่องเล่าที่พิสัณห์ได้เกริ่นมา
เมืองสิงห์
ไม่ใช่จังหวัดสิงห์บุรี แต่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปราสาทเมืองสิงห์ ริมแม่น้ำแควน้อย
ของอำเภอไทรโยค พิสัณห์ให้คำอธิบายอย่างสั้น ๆ
ถึงที่ตั้งเมืองสิงห์
เท่าที่ผมได้ยินเขาเล่าต่อกันมา
ต้นตระกูลมอญของผมน่าจะอพยพหนีการรุกรานจากพม่าผ่านเจดีย์สามองค์เข้าเมืองกาญจน์ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์
ทางการไทยจึงได้จัดให้กลุ่มคนมอญเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานกระจายตามหมู่บ้านต่าง ๆ
ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ ในฐานะเมืองไพร่
ซึ่งต้นตระกูลของผมก็ถูกจัดสรรให้อยู่ที่เมืองสิงห์ โดยให้พระสมิงฯ เป็นเจ้าเมือง
จนตอนหลังได้รับพระราชทานชื่อจากทางการไทยให้เป็น พระสมิงสิงหบุรินทร์
พิสัณห์ยังบอกว่า กลุ่มคนมอญโดยการนำของพระสมิงฯ
คงอาศัยอยู่ที่เมืองสิงห์ระยะหนึ่งพอเห็นพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์จึงอพยพเคลื่อนย้ายบ้านเรือนมาอยู่ที่ริมแม่น้ำแม่กลอง
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อันเป็นท้องถิ่นบ้านเกิดของเขานั่นเอง
ย้ายมาเมื่อใดนั้นไม่แน่ชัด แต่ที่บอกได้คือเรื่องนามสกุล
เพราะคุณย่าเล่าให้ผมฟังว่า สกุลเดิมของตระกูลผม เดิมใช้ ปลัดเมืองสิงห์
คงตั้งขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 6 ตามชื่อพระสมิงฯ
ที่เคยอยู่เมืองสิงห์ แต่พอถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเปลี่ยนให้สั้นลงเป็น
ปลัดสิงห์ จนถึงทุกวันนี้ละครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------