แนะนำหนังสือ |  ห้องสมุดภาพ |  กระดานชนวน |  บรรณาธิการเว็ปไซต์ | 
  
 ศูนย์มอญศึกษา
   - โครงการ
   - โครงสร้างคณะกรรมการ
 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
   - ประวัติความเป็นมา
   - โครงสร้างคณะกรรมการ
   - เครือข่ายพิพิธภัณฑ์
 กิจกรรม-ความเคลื่อนไหว
 วิชาการและบทความ
  • สังคม
      - มอญศึกษา
      - ศูนย์มอญศึกษา
  • ประวัติศาสตร์
      - หงส์ทอง 2 ตัว
      - นิทานคำทำนายเก่าแก่
      - ตำนานเมืองหงสาวดี
  • ภาษา
      - เมงกับมอญ
      - ชื่อมอญ-เตลง-รามัญ
  • ประเพณี-วัฒนธรรม
      - ประเพณีในรอบปี
      - บุญตักบาตรน้ำผึ้ง
      - ประเพณีในรอบปี
      - บุญตักบาตรน้ำผึ้ง
      - บุญจองโอะห์ตาล
      - บุญสงกรานต์
      - บุญเข้าพรรษา
      - บุญเทศน์มหาชาติ
      - บุญออกพรรษา
      - ประเพณีแข่งเรือยาว
  • ปกิณกะ
      งานวิจัย
      เครือข่ายเวปไซต์

ศูนย์ข่าวสารมอญ

สำนักข่าวสารมอญ

รายงานความเคลื่อนไหววัฒนธรรม สังคม และการเมือง

ของกลุ่มคนมอญในเมืองไทยและต่างแดน
เอกรินทร์ พึ่งประชา

                หากใครไม่ได้เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ และไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมไทยรามัญหรือสมาชิกชมรมเยาวชนมอญ น้อยคนนักที่จะรู้จัก “ข่าวสารมอญ” แต่หากใครมีโอกาสได้อ่านข่าวสารฉบับดังกล่าวจะพบว่ามีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย อย่างฉบับที่ตีพิมพ์ช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน 2546 นั้นนำเสนอเรื่องการรื้อสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งของพระมอญในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพราะถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม หรือการรายงานข่าวงานฉลองวันชาติมอญที่จัดขึ้นที่วัดนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในปีที่ผ่านมา และการนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของประธานพรรคมอญใหม่ รวมถึงบทความสั้น ๆ เกี่ยวกับประเพณีโอะห์ต่านและข้อคิดจากจารึกฐานพระพุทธรูปยืนวัดข่อย เป็นต้น 

                ข่าวสารและบทความต่าง ๆ ในข่าวสารมอญทั้งหมดจัดทำโดยสำนักข่าวสารมอญกรุงเทพฯ เป็นข่าวสารฉบับย่อม ๆ รายสองเดือนที่มีเนื้อหารายงานความเคลื่อนไหวและนำเสนอบทความด้านประเพณี วัฒนธรรม สังคม และการเมืองของกลุ่มคนมอญทั้งในเมืองไทยและมอญในต่างแดน โดยมี พิสัณห์ ปลัดสิงห์ ชายวัยพ้น 60 เป็นบรรณาธิการสำนักข่าวดังกล่าว   

 

                พิสัณห์ อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูนักสำหรับคนรุ่นใหม่ หากแต่ใครที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และติดตามงานภาพยนตร์ไทยมาตลอด เชื่อได้ว่าต้องได้ยินชื่อเขาอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็น “ตากล้อง” มือหนึ่งอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงที่ถ่ายทำภาพยนตร์มานับร้อย ๆ เรื่อง   

                เมื่อย้อนปูมชีวิตของบรรณาธิการผู้นี้จะพบว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ เขาเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ บ้านเกิดอยู่ริมฝั่งน้ำแม่กลอง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี วัยเด็กร่ำเรียนที่โรงเรียนวัดขนอนได้เพียงชั้นประถม 3 จึงย้ายมาเรียนอัสสัมชัญบางรัก กรุงเทพฯ จนจบมัธยมต้น ก่อนมาศึกษาต่ออัสสัมชัญพาณิช แต่สอบตก จึงเบนเข็มไปเป็นนักเรียนนายสิบ รับใช้ชาติช่วงสั้น ๆ ก่อนผันตัวเองมาเป็นพนักงานจองตั๋วสายการบินของบริษัท  World Travel Services แล้วจึงจึงลาออกมาเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี เป็นบริษัทที่ไม่มีชื่อเสียงแต่เบื้องหลังดำเนินกิจการขายสินค้าส่งให้หน่วยซีไอเอของประเทศลาว

หลังจากนั้นจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพเพราะสนใจและศึกษาการถ่ายภาพด้วยตนเองมาเป็นเวลานาน จึงสมัครเข้าทำงานที่บริษัท Lever and Advertising Services ในยุคการบริหารงานของ ม...วิภากร รพีพัฒน์ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ถ่ายภาพยนตร์โฆษณาสร้างชื่อมากมาย เช่น โฆษณายาคูลล์ที่มีนางแบบเป็นหญิงสารปั่นจักรยาน เป็นต้น

จนล่วงเข้าสู่วัย 30 ต้น ๆ ชะตาชีวิตของพิสัณห์ก็ได้ผกผันครั้งใหญ่ เมื่อเขามีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาได้ศึกษาเพิ่มเติมด้านการถ่ายภาพยนตร์และภาพนิ่งที่ New York Institute of Photography ก่อนสมัครเข้าทำงานเป็นช่างภาพที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในเมืองนิวเจอร์ซี่ ถ่ายทำรายการภาคภาษาโปรตุเกส จนกระทั่งปี พ.. 2517 จึงกลับมาเมืองไทย พร้อมได้รับการชักชวนจาก สุรพล โทณวณิก ให้เป็นช่างภาพถ่ายละครโทรทัศน์ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ ในวงการจอเงิน หลังจากนั้น ชีวิตของเขาก็โลดแล่นอยู่หลังเลนส์ในวงการบันเทิงเรื่อยมา

พิสัณห์เล่าว่า เขาถ่ายทำภาพยนตร์มากมายนับร้อยเรื่อง จำชื่อแทบไม่หมด แต่ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดก็คือ “ข้าวนอกนา” และ “เปรียว”  

                จึงเห็นได้ว่า ทั้งชีวิตการเป็นทหาร พนักงานบริษัท และช่างภาพ ที่พิสัณห์มีโอกาสเข้าไปสัมผัสนั้นดูจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “มอญ” แต่ประการใด แต่เหตุผลกลใดทำให้เขาต้องรับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวสารมอญ ดังที่เกริ่นไว้เบื้องต้น  

ประเด็นดังกล่าว พิสัณห์เผยว่า “ผมอยู่ในวงการภาพยนตร์มา 20 กว่าปี เมื่อตอนอายุ 40 ต้น ๆ ผมเริ่มสานความสัมพันธ์กับกลุ่มคนมอญในพม่า คือ เพื่อนบ้านผมที่คลองมอญ ย่านบางเสาธง ซึ่งเป็นที่อยู่ผมปัจจุบัน เขาเป็นคนไทยเชื้อสายมอญมีที่และทำไร่อยู่แถวด่านเจดีย์สามองค์ที่เมืองกาญจน์ ได้ชวน นายเสว จิน ประธานพรรคมอญใหม่มาเที่ยวที่บ้านของเขา เพื่อนผมคนนี้ก็เลยชวนผมไปคุยด้วย คุยไปคุยมา นายเสว จิน ก็เชิญผมไปเที่ยวงานวันชาติมอญซึ่งจัดประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

“หลังจากนั้น ผมก็เริ่มติดต่อกับกลุ่มคนมอญในพม่าเรื่อยมา หากถามว่า ก่อนหน้านี้ผมสนใจเรื่องมอญไหม ผมบอกได้ว่า ผมสนใจมาตั้งแต่เด็กแต่ในลักษณะการไปวัดมอญเพื่อทำบุญตามประเพณีของมอญ เพราะจิตสำนึกของผมได้บอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ  

“ผมมาลงลึกรายละเอียดของความเป็นมอญก็หลังจากได้พบกับประธานพรรคมอญใหม่คนนี้ อย่างปีแรกที่เดินทางเข้าไปร่วมงานวันชาติมอญผมก็ไม่ได้ไปเปล่า เขาบอกว่าจะมีการเฉลิมฉลองวันชาติ ผมก็เอาเครื่องฉายหนังไปช่วย เป็นจอใหญ่ ผมจึงเป็นคนแรกที่เอาหนังจอใหญ่ไปฉายที่เจดีย์สามองค์ เพราะสมัยก่อนถนนไปเจดีย์สามองค์ลำบากมากไม่มีใครเขาอยากเข้าไปหรอก คุณคิดดูแล้วกัน ขับรถเข้าไปพอกลับออกมารถก็พังแล้วกัน” เขาเล่าพลางหัวเราะกับประสบการณ์ชีวิตเมื่อ 20 ปีกว่าก่อน  

พิสัณห์ยังเล่าว่า หลังจากนั้นเขาก็ไปมาหาสู่กับกลุ่มคนมอญในพม่ามาตลอด จนในที่สุดเขาเป็นที่จับตาของฝ่ายทางการไทย 

                “ฝ่ายบ้านเมืองก็จ้องมองผมแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปถ่ายทำหนังที่จังหวัดมหาสารคาม ตำรวจเข้ามาบอกผมว่า พี่ ๆ เอาอาก้ารุ่นล่าสุดไหม กระบอกละสองพัน ผมแกล้งถามกลับว่า มีเท่าไหร่ ตำรวจก็ตอบว่ามีเป็นร้อย ๆ เลย ผมก็เลยคิดว่า เหตุที่ตำรวจมาเสนอขายอาวุธให้ผมเช่นนี้ก็เพราะเขาคงรู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับกลุ่มมอญคงจะต้องใช้อาวุธไปต่อสู้ 

                “สมมุติมีคนมาถามผมว่า ระหว่างไทยกับมอญจะเลือกกลุ่มไหน ผมบอกเลยว่า ผมจะเลือกเอาไทยก่อน เพราะผมเกิดเมืองไทย นับถือพระเจ้าอยู่หัว และผมก็รักเมืองไทยมากกว่าคนบางคนเสียอีก เพราะอะไรรู้ไหม ผมเคยสาบานธง ผมเป็นทหารเคยสาบานต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ผมต้องยึดมั่นตรงจุดนี้ด้วย ถ้าผมไม่ยึดมั่น ผมก็ไม่เจริญ เพราะฉะนั้นระหว่างไทยกับมอญ ผมต้องเลือกไทยก่อน แต่เมื่อเรื่องของคนมอญนั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสาร อดอยาก ไร้ที่อยู่ ผมคิดว่าถ้าผมช่วยอะไรได้บ้างผมก็จะช่วย การไปมาหาสู่ช่วยเหลือจึงเกิดขึ้นตลอดมา” 

                จนกระทั่ง พิสัณห์ตัดสินใจลาจากวงการภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ สำนักข่าวสารมอญจึงค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นรูปธรรม  

“ผมออกจากวงการภาพยนตร์เมื่ออายุ 55 ก็เริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องมอญอย่างจริงจัง ตอนแรกยังไม่ได้เป็นข่าวสารมอญ คือหลังจากที่ผมเดินทางไปชุมชนมอญต่าง ๆ เมื่อกลับมาก็จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคนมอญในท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วพิมพ์โรเนียวแจกกลุ่มคนไทยเชื้อสายมอญในท้องที่ต่าง ๆ ที่ผมรู้จัก หรือไม่ส่งไปสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อตีพิมพ์เป็นบทความ

“ส่วนข่าวสารมอญเริ่มจริง ๆ เมื่อตอนค่ายที่พักฮะลอกกานีของกลุ่มมอญในพม่าด้านเจดีย์สามองค์ถูกผลักดันเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ช่วงนั้นทหารฝ่ายพม่าบุกเข้ามายังกลุ่มมอญ ทำให้กลุ่มมอญต้องอพยพหนี้เข้าเขตไทย ทางฝ่ายไทยก็ผลักดันไม่ให้เข้า ผมจึงเขียนบทความนำเสนอรายงานความเคลื่อนไหวพร้อมวิเคาะห์เหตุการณ์ดังกล่าวให้คนมอญด้วยกันได้รับรู้” พิสัณห์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดสำนักข่าวสารมอญ 

พิสัณห์เล่าเสริมว่า จุดประสงค์หลักของสำนักข่าวสารมอญจึงมุ่งเน้นเผยแพร่ข่าวสารมอญ ความเป็นไปของคนมอญทั้งในไทย พม่า และประเทศต่าง ๆ ให้กลุ่มคนมอญได้รับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึงกันโดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองและสังคม   

“จริงอยู่ แม้เมืองไทยมีหน่วยงานที่ทำเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนมอญอยู่ 2 องค์กร คือ สมาคมไทยรามัญที่เน้นเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี และชมรมเยาวชนมอญที่มีจุดประสงค์หลักก่อตั้งเพื่อให้คนไทยเชื้อสายมอญในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้รู้จักกันและร่วมมือกับประกอบกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม แต่ที่เราตั้งสำนักข่าวสารมอญขึ้นอีกก็เพื่อเสริมและเน้นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้เผยแพร่เฉพาะเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมมอญ หากแต่ยังรายงานความเคลื่อนไหวประเด็นการเมือง และสังคมของคนมอญในท้องที่ต่าง ๆ ตีพิมพ์เผยแพร่ในกลุ่มสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในชมรมเยาวชนมอญและสมาชิกไทยรามัญ          

“หลังจากเหตุการณ์ที่ฮะลอกกานี ผมจึงใช้ชื่อข่าวสารมอญเรื่อยมา โดยคณะทำงานจะมีผมรับผิดชอบในส่วนของเนื้อหา แหล่งข้อมูลได้มาจากประสบการณ์ชีวิตของผม จะไม่นั่งเทียนเขียน แม้กระทั่งเรื่องการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์มอญ ผมก็จะค้นคว้าจากหนังสือมากมาย แต่ถ้าสมัยก่อนจะมีเพื่อนคู่ใจผมคนหนึ่ง ชื่อ ประเสริฐ หลวงทิพย์ ตอนนี้ตายไปแล้ว แกชำนาญด้านประวัติศาสตร์มอญมาก เคยบวชเรียนเป็นพระและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศพม่าระยะหนึ่ง ทำให้รู้จักพระมอญหลายรูป แกก็มาเล่าเรื่องราวให้ผมฟังและเขียนโจมตีกลุ่มพม่าในสำนักข่าวสารมอญ จนทางพม่าเขาไม่ให้ผมเข้าประเทศแล้ว แต่เดี๋ยวนี้หากเป็นเรื่องประวัติศาสตร์และภาษามอญ ผมก็จะมีนักเขียนซึ่งเป็นไทยคนเชื้อสายมอญอีกหลายท่านช่วยร่วมกันเขียน เช่น พระมหาช่วงวัดอาวุธก็จะเขียนเรื่องภาษา ประเพณีและวัฒนธรรมมอญ” 

ส่วนการจัดหน้า จัดพิมพ์ และจัดจำหน่าย พิสัณห์เล่าว่า เป็นหน้าที่ของ จำเนียร ศรีดาวเดือน ซึ่งเป็นคนไทยเชื่อสายมอญและเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกับเขา 

“เพื่อนผมอีกคนหนึ่งคือพี่จำเนียรเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ และทีมงานในโรงพิมพ์ของเขาก็พร้อมใจที่จะช่วย โดยทีมงานทั้งหมดจะเป็นคนไทยเชื้อสายมอญที่มีอุดมการณ์และแนวคิดใกล้เคียงกัน โดยพวกเราประชุมปรึกษาหารือกันประจำครับ คือ ถ้าเป็นการประชุมทั่ว ๆ ไปจะต้องมีโต๊ะประชุมที่อยู่สำนักพิมพ์ และมีกองบรรณาธิการนั่งประจำ แต่การประชุมของสำนักข่าวสารมอญไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจะพูดคุยผ่านโทรศัพท์ เขียนต้นฉบับเสร็จก็บันทึกลงแผ่นดิสต์ส่งไปรษณีย์อีเอ็มเอส. ไปที่โรงพิมพ์ ฝ่ายโรงพิมพ์ก็จะจัดหน้าแล้วส่งแฟกซ์มาให้ผมตรวจ ผมก็จะปรู๊ฟจนเรียบร้อยแล้วส่งกลับ การทำงานของพวกเราจึงเป็นการรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ แล้วก็ไม่ได้ขออนุญาตจากทางการด้วย”  

เกือบทศวรรษที่สำนักข่าวสารมอญเปิดตัวมา ข่าวสารที่นำเสนอเป็นไปตามจุดประสงค์หลักที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่ บรรณาธิการสำนักข่าวสารมอญผู้นี้ได้เผยว่า

                “ผมว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะถ้าคนไทยเชื้อสายมอญไม่มีข่าวสารมอญ เรื่องราวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคนมอญก็จะมืดมิดไปเลย แต่ก่อนนี้มีหลายคนทำอย่างจำลอง (ดร. จำลอง ทองดี) และกิตติ (กิตติ วรคุณ) ทำออกมาเพียงเล่มสองเล่มแล้วก็จะหาย ส่วนสำนักข่าวสารของเราจะเสนอเรื่องราวยืนพื้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว

“ผลตอบแทนแทบจะไม่ได้อะไร ขาดทุนเสียมากกว่า เราทำงานกันด้วยใจ พูดง่าย ๆ เพื่อนผมเจ้าของโรงพิมพ์เขายอมขาดทุน พิมพ์ครั้งละ 3,000 ฉบับ สมาชิก 1,000 กว่าราย กระจายไปทั่วทั้ง เช่น จังหวัดลพบุรี ลำพูน ชุมพร สุราษฎร์ฯ กรุงเทพฯ และรอบ ๆ กรุงเทพฯ อย่างสมุทรสาคร สมุทปราการ สมุทรสงคราม ปทุมธานี นนทบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี

“สมาชิกทีให้สตางค์จริง ๆ มีน้อยราย บางครั้งเจอหน้าผมยังบอกว่า เอ้า…อย่างไม่ได้ให้สตางค์เลย แต่จะให้หรือไม่ให้ถ้าเป็นสมาชิกของสำนักข่าวสารมอญ เราก็จะส่งข่าวสารให้”  

พิสัณห์ยังเล่าว่า มีสมาชิกเขียนจดหมายมาถึงสำนักข่าวสารมอญมากมาย มีทั้งให้กำลังใจในการทำงาน แนะนำข้อมูลในการเขียนเรื่องราว แม้กระทั่งอบรมสั่งสอนเขาก็ยังมี ในขณะที่บางรายจะโทรศัพท์สายตรงเพื่อขอพูดคุยกับบรรณาธิการ

“มีคนโทรฯ มาบอกว่า ทำไปเถอะ ดีมากเลย ผมเองตั้งใจว่าจะทำเรื่องมอญไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต ผมไม่มีอะไรตอบแทนบุญคุณบรรพบุรุษ ผมก็ได้แต่ขุดคุ้ยความรู้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ แค่นี้ก็ถือว่าผมได้ทำบุญแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำบุญที่วัด หากเปลี่ยนมาเป็นการทำบุญกับชนชาติที่ไม่มีแผ่นดิน โดยเฉพาะกลุ่มคนมอญที่อยู่ตามชายแดนและถูกมองว่ากระจอกงอกง่อย ผมจึงคิดว่าการนำเสนอเรื่องราวของเขาตรงนี้นั้นได้บุญมาก ผมจึงขอปวารณาว่า ชีวิตนี้จะทำเรื่องมอญให้ถึงที่สุดเลย” พิสัณห์กล่าวทิ้งทายด้วยเสียงสั่นเครือในขณะที่เบ้าตาเริ่มแดงกล่ำ  

  

 

 

สมัครสมาชิกข่าวสารมอญ

 

 

ผู้อ่านท่านใดแม้จะไม่ได้มีเชื้อสายมอญ หากแต่สนใจในเรื่องประเพณี วัฒนธรรม และความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของกลุ่มคนท้องในท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถสมัครสมาชิก “ข่าวสารมอญ” ได้เช่นกัน ในอัตราค่าสมาชิก 1 ปี 6 ฉบับ เป็นเงิน 200 บาท สั่งจ่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์จตุจักร ในนาม จำเนียร ศรีดาวเดือน เลขที่ 480-482 ถนนลาดพร้าว (ระหว่างซอย 28-30) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดที่ พิสัณห์ ปลัดสิงห์ สำนักข่าวสารมอญกรุงเทพฯ โทร. 0-2410-7844   

พิสัณห์ ปลัดสิงห์

“ปลัดสิงห์” นามสกุลนี้มีที่มา

 

                นอกเหนือจากความเป็นมาสำนักข่าวสารมอญที่สัมพันธ์แนบแน่นกับชีวิตของ พิสัณห์ ปลัดสิงห์ แล้ว หากแต่ความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญที่มีอยู่ในสายเลือดเขาก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะในฐานะลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากพระสมิงสิงหบุรินทร์ แห่งเจ้าเมืองสิงห์

                “ต้นตระกูลฝ่ายพ่อผมสืบเชื้อสายมาจากพระสมิงฯ เจ้าเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าเมืองรามัญ 7 เมือง” พิสัณห์ถ่ายทอดปูมเรื่องราวของบรรพบุรุษที่เขาได้รับฟังจากคนรุ่นปู่ย่าตาทวด

                “รามัญ 7 เมือง” ที่ว่านี้คือคนมอญกลุ่มไหน อพยพมาเมื่อใดและด้วยเหตุผลใด รวมทั้งตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ แห่งหนใดของเมืองกาญจน์นั้นสามารถศึกษารายละเอียดจากบทความ “เมืองด่านตะวันตก : รามัญ 7 เมือง” โดย วราวุธ สุวรรณฤทธิ์ (ศิลปวัฒนธรรม 11, 6, เมษายน 2533:68-88.) แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะเมืองสิงห์ซึ่งตรงกับเรื่องเล่าที่พิสัณห์ได้เกริ่นมา

“เมืองสิงห์ ไม่ใช่จังหวัดสิงห์บุรี แต่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปราสาทเมืองสิงห์ ริมแม่น้ำแควน้อย ของอำเภอไทรโยค” พิสัณห์ให้คำอธิบายอย่างสั้น ๆ ถึงที่ตั้งเมืองสิงห์   

“เท่าที่ผมได้ยินเขาเล่าต่อกันมา ต้นตระกูลมอญของผมน่าจะอพยพหนีการรุกรานจากพม่าผ่านเจดีย์สามองค์เข้าเมืองกาญจน์ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ทางการไทยจึงได้จัดให้กลุ่มคนมอญเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานกระจายตามหมู่บ้านต่าง ๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ ในฐานะเมืองไพร่ ซึ่งต้นตระกูลของผมก็ถูกจัดสรรให้อยู่ที่เมืองสิงห์ โดยให้พระสมิงฯ เป็นเจ้าเมือง จนตอนหลังได้รับพระราชทานชื่อจากทางการไทยให้เป็น “พระสมิงสิงหบุรินทร์” “

                พิสัณห์ยังบอกว่า กลุ่มคนมอญโดยการนำของพระสมิงฯ คงอาศัยอยู่ที่เมืองสิงห์ระยะหนึ่งพอเห็นพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์จึงอพยพเคลื่อนย้ายบ้านเรือนมาอยู่ที่ริมแม่น้ำแม่กลอง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อันเป็นท้องถิ่นบ้านเกิดของเขานั่นเอง

                “ย้ายมาเมื่อใดนั้นไม่แน่ชัด แต่ที่บอกได้คือเรื่องนามสกุล เพราะคุณย่าเล่าให้ผมฟังว่า สกุลเดิมของตระกูลผม เดิมใช้ “ปลัดเมืองสิงห์” คงตั้งขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 6 ตามชื่อพระสมิงฯ ที่เคยอยู่เมืองสิงห์ แต่พอถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเปลี่ยนให้สั้นลงเป็น “ปลัดสิงห์” จนถึงทุกวันนี้ละครับ”           

 

 

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  




• พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 09-885-8817
• ประสานงาน(ชั่วคราว) ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โทรศัพท์ 0-2221-3898
• สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอกรินทร์ พึ่งประชา โทรศัพท์ 0-1005-0064
Power By atomideas.com