ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อรื้อฟื้นประเพณีและวัฒนธรรมมอญ
รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้าน มอญศึกษา ทั้งมอญในเมืองไทยและมอญในประเทศพม่า
เปิดบริการแก่ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
เว้นแต่จะบริจาคด้วยความศรัทธาซึ่งถือเป็นรายได้แหล่งเดียวของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญฯ
แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ฯ
เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนในสมัยพระครูอนุกูลสิกขการเป็นเจ้าอาวาสวัด
ท่านได้เล็งเห็นว่า ข้าวของดั้งเดิมในวัดและสิ่งของที่ชาวบ้านบริจาคถูกกองราวกับสิ่งไร้ค่า
ประกอบกับขณะนั้นชุมชนอื่นๆ กำลังตื่นตัวเรื่องพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
จึงมีแนวคิดจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นบ้าง
แต่โครงการกลับต้องล้มลงเพราะขาดกำลังคนที่จะดูแล ทั้งๆ
ที่มีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์
จนราว พ.ศ.2539 เด็กหนุ่มเชื้อสายไทยรามัญแห่งบ้านบางกระดี่ที่ชื่อ ธวัชพงศ์ มอญดะ
มีอายุครบอุปสมบทจึงบวชเรียนตามประเพณี
กอปรกับมีใจรักในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นมอญอยู่เป็นทุน
เมื่อได้ยินเสียงรถรับซื้อของเก่าวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านและจอดเจรจาขอซื้อของเก่าที่บ้านหลังหนึ่งจึงเป็นเหตุให้หลวงพี่ธวัชพงศ์กล้าเอ่ยปากกับเจ้าอาวาสว่า
ตนพร้อมที่จะดูแลพิพิธภัณฑ์ ขอให้ปัดฝุ่นโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา
แต่เจ้าอาวาสกลับบอกว่า
ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้เพราะวัดไม่มีงบประมาณที่จะจัดสร้างอาคารเนื่องจากงบประมาณ (งบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้น) ดังกล่าวถูกดึงกลับไปหมดแล้ว
ในที่สุดหลวงพี่ธวัชพงศ์จึงขออนุญาตว่า
ถ้าจะนำสิ่งของจากวัดไปตั้งแสดงที่บ้านของตนเองจะได้หรือไม่ ท่านเจ้าอาวาสก็บอก
ขอให้คิดรอบคอบก่อน
หลวงพี่ธวัชพงศ์จึงตอบทันควันว่า ไม่มีเวลาคิดแล้ว หากปล่อยเวลาผ่านไป
มีหวังคนรับซื้อของเก่าคงขนซื้อของเก่าจนหมดหมู่บ้าน
เมื่อท่านเจ้าอาวาสเห็นเจตนาแน่วแน่ของภิกษุหนุ่มรูปนี้จึงเห็นดีด้วย
ฝ่ายหลวงพี่ธวัชพงศ์เมื่อได้รับคำตอบที่แน่นอน
จึงรีบเดินไปยังบ้านที่คนรับซื้อของเก่ากำลังเจรจาซื้อขาย ปรากฎว่า
คนรับซื้อของเก่าเป็นคนของบริษัทรับตกแต่งภายในให้กับโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง
มีความต้องการของเก่าต่างๆ
โดยเฉพาะเครื่องดนตรีมอญเพื่อนำไปดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายในโรงแรม
ส่วนของเก่าที่กำลังเจรจาซื้อขายในวันนั้นเป็นฆ้องวงโบราณ
หลวงพี่ธวัชพงศ์จึงพูดขอร้องชาวบ้านไม่ให้ขายโดยอ้างว่า ฆ้องวงดังกล่าวเป็นของต้นตระกูลขอให้เก็บรักษา
ชาวบ้านจึงตอบกลับว่า ไม่เห็นมีค่าเลยเก็บไปก็รกเปล่าๆ สู้ขายไม่ได้
ยังได้เงินตั้งครึ่งแสน
เมื่อหลวงพี่ธวัชพงศ์เห็นว่าไม่ได้ผลจึงขอร้องในฐานะ พระภิกษุ พูดคุยกับคนรับซื้อของเก่าว่า
ฆ้องวงตัวนี้อย่าเพิ่งซื้อได้ไหม ขอเวลาสามเดือนหากตนหาเงินไม่ได้ห้าหมื่นก็ค่อยมารับฆ้องวงไป
ด้วยความเกรงใจและเคารพใน ผ้าเหลือง คนรับซื้อของเก่าและเจ้าของฆ้องวงจึงให้โอกาสหลวงพี่ธวัชพงศ์หาเงินมา
ไถ่ ฆ้องวง-เครื่องดนตรีที่เก่าแก่คู่หมู่บ้านชิ้นนี้ตามสัญญา
เหตุนี้เองจึงทำให้หลวงพี่ธวัชพงศ์ต้องกระโดดรับหน้าที่เป็นประธานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมอญบางกระดี่
ก่อนที่จะลาสิกขาบทพร้อมลาออกจากงานราชการหน่วยงานหนึ่งมาบุกเบิกสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านโดยเปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่
ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่บ้านของเขานั่นเอง
ขณะเดียวกัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ธวัชพงศ์ก็ถูกคัดค้านอย่างหนักจากคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านของเขา
ต่อกรณีนำของวัดมาตั้งไว้ที่บ้านเพราะชาวบ้านเชื่อว่า
จะทำให้เกิดเรื่องไม่เป็นมงคลต่อตัวเขาและครอบครัว
ในที่สุดธวัชพงศ์ต้องขอร้องให้เจ้าอาวาสวัดบางกระดี่มาช่วยพูดถึงเหตุและผลในการจัดตั้งศูนย์ฯ
แก่ครอบครัวและชาวบ้าน หลังจากนั้นกระแสวิพากษ์เรื่องดังกล่าวจึงทุเลาลง
ธวัชพงศ์จึงได้ตั้งศูนย์ฯ ขึ้นที่บ้านดังที่ตั้งใจไว้ พร้อมกับหาเงิน
ด้วยการเข้าไปพูดคุยและอธิบายถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านผู้หญิงบุตรี
วีรไวทยะ จากสำนักพระราชวังซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำคณะข้าราชการมาดูงานที่ศูนย์ฯ
ได้ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและไม่กำหนดเวลาคืน
เพื่อไถ่ฆ้องวงจากคนรับซื้อคนเก่า
หลังจากนั้นเป็นต้นมา
ชื่อเสียงของศูนย์ฯ ก็เป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นไม่เฉพาะกับชาวบ้านบางกระดี่หรือคนไทยเชื้อสายมอญในท้องถิ่นอื่น
หากรวมถึงประชาชนทั่วไป และที่สำคัญการเข้ามามีบทบาทของท่านผู้หญิงบุตรี
ซึ่งภาพของท่านนั้นสื่อถึงความเป็น คนในราชสำนัก ก็ยิ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหันมาจับตาการทำงานของศูนย์ฯ
แห่งนี้ จนท้ายที่สุดนำไปสูประเด็นความขัดแย้งระหว่างศูนย์ฯ กับกลุ่มคนต่างๆ
ขึ้นในภายหลัง
ศูนย์ฯ
จึงสร้างมาจากความขัดแย้งและยังถูกมองเป็นที่แย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ