แนะนำหนังสือ |  ห้องสมุดภาพ |  กระดานชนวน |  บรรณาธิการเว็ปไซต์ | 
  
 ศูนย์มอญศึกษา
   - โครงการ
   - โครงสร้างคณะกรรมการ
 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
   - ประวัติความเป็นมา
   - โครงสร้างคณะกรรมการ
   - เครือข่ายพิพิธภัณฑ์
 กิจกรรม-ความเคลื่อนไหว
 วิชาการและบทความ
  • สังคม
      - มอญศึกษา
      - ศูนย์มอญศึกษา
  • ประวัติศาสตร์
      - หงส์ทอง 2 ตัว
      - นิทานคำทำนายเก่าแก่
      - ตำนานเมืองหงสาวดี
  • ภาษา
      - เมงกับมอญ
      - ชื่อมอญ-เตลง-รามัญ
  • ประเพณี-วัฒนธรรม
      - ประเพณีในรอบปี
      - บุญตักบาตรน้ำผึ้ง
      - ประเพณีในรอบปี
      - บุญตักบาตรน้ำผึ้ง
      - บุญจองโอะห์ตาล
      - บุญสงกรานต์
      - บุญเข้าพรรษา
      - บุญเทศน์มหาชาติ
      - บุญออกพรรษา
      - ประเพณีแข่งเรือยาว
  • ปกิณกะ
      งานวิจัย
      เครือข่ายเวปไซต์

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่

 

                ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อรื้อฟื้นประเพณีและวัฒนธรรมมอญ รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้าน “มอญศึกษา” ทั้งมอญในเมืองไทยและมอญในประเทศพม่า เปิดบริการแก่ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่จะบริจาคด้วยความศรัทธาซึ่งถือเป็นรายได้แหล่งเดียวของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญฯ  

แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ฯ เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนในสมัยพระครูอนุกูลสิกขการเป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านได้เล็งเห็นว่า ข้าวของดั้งเดิมในวัดและสิ่งของที่ชาวบ้านบริจาคถูกกองราวกับสิ่งไร้ค่า ประกอบกับขณะนั้นชุมชนอื่นๆ กำลังตื่นตัวเรื่องพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จึงมีแนวคิดจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นบ้าง แต่โครงการกลับต้องล้มลงเพราะขาดกำลังคนที่จะดูแล ทั้งๆ ที่มีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ 

 จนราว พ..2539 เด็กหนุ่มเชื้อสายไทยรามัญแห่งบ้านบางกระดี่ที่ชื่อ ธวัชพงศ์ มอญดะ มีอายุครบอุปสมบทจึงบวชเรียนตามประเพณี กอปรกับมีใจรักในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นมอญอยู่เป็นทุน เมื่อได้ยินเสียงรถรับซื้อของเก่าวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านและจอดเจรจาขอซื้อของเก่าที่บ้านหลังหนึ่งจึงเป็นเหตุให้หลวงพี่ธวัชพงศ์กล้าเอ่ยปากกับเจ้าอาวาสว่า ตนพร้อมที่จะดูแลพิพิธภัณฑ์ ขอให้ปัดฝุ่นโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา แต่เจ้าอาวาสกลับบอกว่า ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้เพราะวัดไม่มีงบประมาณที่จะจัดสร้างอาคารเนื่องจากงบประมาณ (งบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้น) ดังกล่าวถูกดึงกลับไปหมดแล้ว

ในที่สุดหลวงพี่ธวัชพงศ์จึงขออนุญาตว่า ถ้าจะนำสิ่งของจากวัดไปตั้งแสดงที่บ้านของตนเองจะได้หรือไม่ ท่านเจ้าอาวาสก็บอก ขอให้คิดรอบคอบก่อน  หลวงพี่ธวัชพงศ์จึงตอบทันควันว่า ไม่มีเวลาคิดแล้ว หากปล่อยเวลาผ่านไป มีหวังคนรับซื้อของเก่าคงขนซื้อของเก่าจนหมดหมู่บ้าน 

                เมื่อท่านเจ้าอาวาสเห็นเจตนาแน่วแน่ของภิกษุหนุ่มรูปนี้จึงเห็นดีด้วย ฝ่ายหลวงพี่ธวัชพงศ์เมื่อได้รับคำตอบที่แน่นอน จึงรีบเดินไปยังบ้านที่คนรับซื้อของเก่ากำลังเจรจาซื้อขาย ปรากฎว่า คนรับซื้อของเก่าเป็นคนของบริษัทรับตกแต่งภายในให้กับโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง มีความต้องการของเก่าต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องดนตรีมอญเพื่อนำไปดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายในโรงแรม ส่วนของเก่าที่กำลังเจรจาซื้อขายในวันนั้นเป็นฆ้องวงโบราณ 

                หลวงพี่ธวัชพงศ์จึงพูดขอร้องชาวบ้านไม่ให้ขายโดยอ้างว่า ฆ้องวงดังกล่าวเป็นของต้นตระกูลขอให้เก็บรักษา ชาวบ้านจึงตอบกลับว่า ไม่เห็นมีค่าเลยเก็บไปก็รกเปล่าๆ สู้ขายไม่ได้ ยังได้เงินตั้งครึ่งแสน

                เมื่อหลวงพี่ธวัชพงศ์เห็นว่าไม่ได้ผลจึงขอร้องในฐานะ “พระภิกษุ” พูดคุยกับคนรับซื้อของเก่าว่า ฆ้องวงตัวนี้อย่าเพิ่งซื้อได้ไหม ขอเวลาสามเดือนหากตนหาเงินไม่ได้ห้าหมื่นก็ค่อยมารับฆ้องวงไป ด้วยความเกรงใจและเคารพใน “ผ้าเหลือง” คนรับซื้อของเก่าและเจ้าของฆ้องวงจึงให้โอกาสหลวงพี่ธวัชพงศ์หาเงินมา “ไถ่” ฆ้องวง-เครื่องดนตรีที่เก่าแก่คู่หมู่บ้านชิ้นนี้ตามสัญญา  

                เหตุนี้เองจึงทำให้หลวงพี่ธวัชพงศ์ต้องกระโดดรับหน้าที่เป็นประธานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมอญบางกระดี่ ก่อนที่จะลาสิกขาบทพร้อมลาออกจากงานราชการหน่วยงานหนึ่งมาบุกเบิกสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านโดยเปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญบางกระดี่ ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่บ้านของเขานั่นเอง

ขณะเดียวกัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ธวัชพงศ์ก็ถูกคัดค้านอย่างหนักจากคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านของเขา ต่อกรณีนำของวัดมาตั้งไว้ที่บ้านเพราะชาวบ้านเชื่อว่า จะทำให้เกิดเรื่องไม่เป็นมงคลต่อตัวเขาและครอบครัว ในที่สุดธวัชพงศ์ต้องขอร้องให้เจ้าอาวาสวัดบางกระดี่มาช่วยพูดถึงเหตุและผลในการจัดตั้งศูนย์ฯ แก่ครอบครัวและชาวบ้าน หลังจากนั้นกระแสวิพากษ์เรื่องดังกล่าวจึงทุเลาลง ธวัชพงศ์จึงได้ตั้งศูนย์ฯ ขึ้นที่บ้านดังที่ตั้งใจไว้ พร้อมกับหาเงิน ด้วยการเข้าไปพูดคุยและอธิบายถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านผู้หญิงบุตรี วีรไวทยะ จากสำนักพระราชวังซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำคณะข้าราชการมาดูงานที่ศูนย์ฯ ได้ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและไม่กำหนดเวลาคืน เพื่อไถ่ฆ้องวงจากคนรับซื้อคนเก่า 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงของศูนย์ฯ ก็เป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นไม่เฉพาะกับชาวบ้านบางกระดี่หรือคนไทยเชื้อสายมอญในท้องถิ่นอื่น หากรวมถึงประชาชนทั่วไป และที่สำคัญการเข้ามามีบทบาทของท่านผู้หญิงบุตรี ซึ่งภาพของท่านนั้นสื่อถึงความเป็น “คนในราชสำนัก” ก็ยิ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหันมาจับตาการทำงานของศูนย์ฯ แห่งนี้ จนท้ายที่สุดนำไปสูประเด็นความขัดแย้งระหว่างศูนย์ฯ กับกลุ่มคนต่างๆ ขึ้นในภายหลัง

ศูนย์ฯ จึงสร้างมาจากความขัดแย้งและยังถูกมองเป็นที่แย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ

 




• พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 09-885-8817
• ประสานงาน(ชั่วคราว) ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โทรศัพท์ 0-2221-3898
• สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอกรินทร์ พึ่งประชา โทรศัพท์ 0-1005-0064
Power By www.atomideas.com